หลังจากเดินทางผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่าทศวรรษ Outsourcify ยังคงยืนหยัดในฐานะบริษัทอิสระที่มีออฟฟิศตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ และบริหารงานโดยผู้ก่อตั้งเอง คำถามสำคัญต่อไปคือ แล้วเราอยากให้บริษัทแห่งนี้เติบโตไปเป็นแบบไหน?
คำตอบของเราไม่ใช่ “การเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้” เราแค่อยากเป็นซอฟต์แวร์เอเจนซีที่สร้างผลงานชั้นยอด มีบทบาทเชิงรุกในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เราเลือกทำ และมีพื้นที่ให้คนในทีมได้เติบโตในสายอาชีพ โดยที่เราไม่ต้องไปสร้างลำดับชั้นการบริหารงานให้ยุ่งยากวุ่นวายเพียงเพื่อจะรองรับจำนวนพนักงานที่เพิ่มขึ้น
กรุงเทพฯ ในวันแรกของเรา กับวันนี้
ในวันที่ Outsourcify เพิ่งเริ่มต้น ระบบนิเวศสายเทคฯ ในกรุงเทพฯ ยังอยู่ในช่วงตั้งไข่ แต่ปัจจุบัน ตลาดนี้มีความเคลื่อนไหวที่รวดเร็วมาก มีทั้งเอเจนซีจากต่างชาติ สตาร์ทอัพของคนไทย และการแข่งขันอันดุเดือดในการแย่งชิงตัวนักออกแบบและนักพัฒนาเก่งๆ
เราเห็นหลายบริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนมีพนักงานหลายร้อยคน บางแห่งก็ไปได้สวย ในขณะที่บางแห่งก็ต้องเผชิญกับภาวะแรงกดดันจากการสเกลบริษัทที่เร็วเกินไป ประสบการณ์เหล่านี้ช่วยย้ำเตือนเราว่า “จำนวนพนักงาน” ไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวที่บอกว่าบริษัทกำลังเติบโต
ที่ Outsourcify การบริหารงานหลักยังคงอยู่ที่ขวัญและเบอนัวต์ ผู้ก่อตั้งยังเป็นคนที่เข้าถึงง่ายและรับผิดชอบต่อการตัดสินใจใหญ่ๆ ในขณะที่ Project Lead และทีมบริหารภายในจะคอยดูแลระบบปฏิบัติการรายวัน ช่วงที่เรามีพนักงานเยอะที่สุดคือราวๆ 45 คน (รวมนักศึกษาฝึกงาน) แต่สุดท้ายเราก็ค้นพบว่าขนาดทีมประมาณ 35–40 คนนั้นเหมาะสมกับเราที่สุด เป็นขนาดที่ใหญ่พอจะรับมือกับโปรเจกต์ระดับบิ๊กสเกล และยังเล็กพอที่เราจะจำชื่อและรู้จักเนื้องานของทุกคนได้

ขยับจากเอเจนซีรับจ้าง สู่การเป็นพาร์ทเนอร์ด้านผลิตภัณฑ์
แม้จำนวนคนของเราอาจจะคงที่ แต่รูปแบบธุรกิจของเรานั้นพัฒนาไปข้างหน้าเสมอ เราเริ่มสวมหมวกของการเป็น “พาร์ทเนอร์ด้านผลิตภัณฑ์” มากขึ้น ไม่ใช่เป็นแค่ผู้รับเหมาที่รอรับ Requirement มาเขียนโค้ด ในบางโปรเจกต์ที่เรารู้จักมักจี่กับผู้ก่อตั้ง เข้าใจตัวโปรดักต์เป็นอย่างดี และประเมินแล้วว่าเรารับความเสี่ยงได้ เราอาจเข้าไปร่วมลงทุน หรือขอถือหุ้น (Equity) ในโปรเจกต์นั้นๆ ด้วย
เราจะค่อยๆ พัฒนารูปแบบธุรกิจในลักษณะ Agency-Startup Studio อย่างระมัดระวัง แน่นอนว่างานบริการลูกค้ารับทำโปรเจกต์ยังคงเป็นรายได้หลักของเรา ดังนั้น โปรเจกต์ที่เราจะเข้าไปร่วมลงทุนจะต้องผ่านการคัดกรองมาอย่างเข้มงวด และต้องไม่ไปเบียดเบียนเวลาและความใส่ใจที่เราควรจะมีให้กับลูกค้าหลักของเรา
ในขณะเดียวกัน เราก็เริ่มสร้างผลิตภัณฑ์ (In-house Product) ของเราเองขึ้นมา หนึ่งในโปรเจกต์ที่น่าสนใจคือ Aroi Restaurants ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มจองร้านอาหารที่เชื่อมต่อกับ Reserve with Google โดยตรง และเรากำลังปั้นให้มันเป็นทั้งสื่อรีวิวอาหารและไดเรกทอรีร้านอาหารสำหรับประเทศไทย โปรเจกต์นี้เปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้อุตสาหกรรมใหม่ สร้างเครือข่ายใหม่ๆ รวมถึงได้ทดลองทำการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเราเองตั้งแต่ศูนย์
เทคโนโลยีต้องตามมาด้วย “เหตุผล”
AI, ระบบออโตเมชัน และเฟรมเวิร์กใหม่ๆ จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงานในวงการนี้อย่างแน่นอน เราคอยติดตามและทดลองใช้เครื่องมือเหล่านั้นอยู่เสมอ แต่เราจะไม่หยิบมันมาใช้เพียงเพื่อหวังจะเอาโลโก้เท่ๆ มาแปะไว้โชว์บนหน้าเว็บไซต์
ตอนนี้ทีมงานของเรากำลังทดลองใช้งานและประเมินผลลัพธ์ของ AI-Assisted Development, เทคโนโลยี Headless Content, Astro และ Flutter เกณฑ์ในการตัดสินใจของเรายังคงเหมือนเดิม คือ “มันช่วยให้ผลิตภัณฑ์ดีขึ้นไหม?”, “ทีมงานรองรับเครื่องมือนี้ได้หรือเปล่า?” และ “หลังจากเปิดใช้งานไปแล้ว การตัดสินใจเลือกใช้เครื่องมือนี้จะยังส่งผลดีในระยะยาวหรือไม่?”

กรุงเทพฯ คือฐานทัพสำหรับอนาคตของเรา
กรุงเทพฯ คือฐานที่มั่นของเรามาตลอดกว่าสิบปี ประสบการณ์ที่นี่ช่วยให้เราสามารถทำงานตอบโจทย์บริษัทต่างชาติที่ต้องการสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อบุกตลาดไทยหรือภูมิภาคเอเชียได้เป็นอย่างดี ทีมงานของเราเข้าใจพฤติกรรมผู้ใช้และบริบทการทำธุรกิจในไทยอย่างลึกซึ้ง พร้อมๆ กับที่มีความเป็นมืออาชีพพอที่จะทำงานรายวันร่วมกับลูกค้าในยุโรป สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลียได้อย่างราบรื่น
ความแข็งแกร่งที่สุดของเราคือความรู้ความเข้าใจในตลาดประเทศไทย เรามีทีมงานที่สามารถสื่อสารได้หลายภาษาและมีเครือข่ายคอนเนคชันที่เชื่อมโยงไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปโอ้อวดว่าเราเป็นผู้เชี่ยวชาญในทุกตลาดของอาเซียน กรุงเทพฯ จะยังคงเป็นฐานทัพที่สมบูรณ์แบบ ทั้งสำหรับการลุยงานในระดับภูมิภาค และการสานสัมพันธ์กับลูกค้าจากต่างประเทศ
สิ่งที่เราเลือกที่จะปกป้องไว้
ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา เราได้เรียนรู้ที่จะปฏิเสธงานที่ประเมินแล้วว่าเราไม่สามารถดูแลให้ดีได้ เรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงการเติบโตแบบก้าวกระโดดที่อาจทำให้รากฐานบริษัทอ่อนแอลง และปฏิเสธการใช้เทคโนโลยีที่ถูกเลือกมาเพียงเพราะความสดใหม่ ดังนั้น เป้าหมายในทศวรรษต่อไปของเราจึงชัดเจนมาก:
- รักษาทีมงานหลักให้แข็งแกร่ง: เปิดพื้นที่ให้คนได้เรียนรู้ ลองเปลี่ยนบทบาท และเติบโตในสายอาชีพ โดยยังคงรักษาระยะห่างที่ทำให้พวกเขาเข้าถึงผู้ก่อตั้งได้โดยตรง
- เลือกโปรเจกต์อย่างรอบคอบ: ยังคงมุ่งเน้นที่งานบริการลูกค้าต่อไป สร้างผลิตภัณฑ์ของตัวเองในแวดวงที่เรามีความเข้าใจ และเลือกร่วมลงทุนเมื่อเห็นความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ชัดเจน
- ปกป้องคุณภาพระหว่างทางที่เติบโต: เราจะวัดความก้าวหน้าของบริษัทจาก “คุณภาพงานที่ดีขึ้น” และ “ความสัมพันธ์ระยะยาว” ไม่ใช่แค่วัดจากยอดพนักงานที่เพิ่มขึ้น
- ใช้เทคโนโลยีอย่างมีเหตุผล: นำเทคโนโลยี AI, ระบบอัตโนมัติ, Data และงานที่ปรึกษาเข้ามาใช้ เมื่อมันสามารถแก้ปัญหาได้จริง และอยู่ในขอบเขตที่เราดูแลรักษาต่อได้
เราอาจจะไม่สามารถคาดเดาอนาคตในอีกสิบปีข้างหน้าได้ แต่สิ่งที่เราเลือกได้คือวิธีการที่จะเดินไปหามัน นั่นคือการรักษาความอิสระ หมั่นเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ และสร้างสรรค์ผลงานร่วมกับคนที่เราเชื่อมั่นทั้งในฝีมือและวิจารณญาณ นี่อาจไม่ใช่คำประกาศวิสัยทัศน์ที่ดูหวือหวาเหมือนการตั้งเป้าจะเป็นเอเจนซีที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค แต่มันคือตัวตนที่แท้จริงของบริษัทแห่งนี้… บริษัทที่เราช่วยกันสร้างขึ้นมาตลอดกว่าทศวรรษ

อ่านเรื่องราวตั้งแต่ต้นได้ที่ เรื่องราวของ Outsourcify ตอนที่ 1

