บล็อก

เรื่องราวของ Outsourcify ตอนที่ 7: จากคอนโดที่เป็นทั้งบ้านและที่ทำงาน สู่สำนักงานจริง

ออฟฟิศที่เติบโตและเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับบริษัท

เส้นทางของ Outsourcify ไม่เคยเป็นเรื่องของการพยายามสร้างภาพลักษณ์ให้ดูเป็นองค์กรใหญ่โตหรูหรา เราแค่อยากได้สถานที่ทำงานที่ทุกคนรู้สึกสบายใจที่จะเดินเข้ามา สามารถนั่งทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ และไม่ต้องพยายามขีดเส้นแบ่งแยกระหว่างชีวิตกับงานออกจากกันอย่างแข็งทื่อจนเกินไป

บรรยากาศห้องทำงานในทาวน์เฮาส์ 4 ชั้นสมัยก่อน

จุดเริ่มต้นเล็กๆ จากห้องในคอนโด

เราเริ่มต้นธุรกิจจากคอนโดเล็กๆ ในจอมเทียน ก่อนที่จะย้ายมาอยู่คอนโดแบบ 3 ห้องนอนในซอยสุขุมวิท 16 ห้องนอน 2 ห้องถูกดัดแปลงให้กลายเป็นห้องทำงาน ส่วนห้องนั่งเล่นก็ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ส่วนกลางที่ให้ทุกคนมานั่งประชุมงาน ดื่มกาแฟ และกินข้าวด้วยกัน

จุดเปลี่ยนต่อมาคือการย้ายมาเช่าทาวน์เฮาส์ 4 ชั้น พื้นที่ใช้สอยกว่า 450 ตารางเมตรในหมู่บ้าน Chicha Castle ช่วงปลายซอยสุขุมวิท 31 ห้องนอนแต่ละห้องค่อยๆ ถูกเปลี่ยนเป็นออฟฟิศตามจำนวนโต๊ะพนักงานที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าในบ้านจะเต็มไปด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่สถานที่แห่งนั้นก็ยังให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน พนักงานกินข้าวด้วยกัน นั่งคุยกันต่อหลังเลิกงาน และมักจะสั่งหมูกระทะมากินกันเป็นประจำ

ทางเข้าทาวน์เฮาส์ที่มีลักษณะเหมือนปราสาท

ที่นี่มีทั้งคูน้ำและสะพานยกเหมือนปราสาทในเทพนิยายจริงๆ

หลังจากที่เรามีลูกคนแรก ขวัญกับเบอนัวต์ก็ย้ายออกไปอยู่คอนโดใกล้ๆ ทาวน์เฮาส์หลังนั้นจึงกลายเป็นออฟฟิศแบบเต็มตัว แม้ว่าในช่วงบางเวลาจะมีน้องๆ นักศึกษาฝึกงานมาขอพักอาศัยอยู่ด้วยก็ตาม

ก่อนจะเกิดวิกฤตโควิดได้ไม่นาน เราตัดสินใจย้ายเข้าสู่สำนักงานบนอาคารพาณิชย์ย่านทองหล่อ ซึ่งก็คือออฟฟิศปัจจุบันของเรา สถานที่ใหม่นี้ดูเป็นมืออาชีพและเป็นทางการมากขึ้น แต่เราก็ยังพยายามรักษาบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เป็นกันเอง และเอื้อต่อการทำงานร่วมกันเอาไว้ให้ได้มากที่สุด

ถอดรองเท้า แล้วมากินข้าวด้วยกัน

สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยนับตั้งแต่วันแรกคือ กฎที่ทุกคนต้องถอดรองเท้าก่อนเข้าออฟฟิศ มันเป็นกิจวัตรเล็กๆ ที่ติดตัวเรามาจากสมัยที่ออฟฟิศยังเป็นเหมือนบ้านจริงๆ และมันช่วยทำให้พื้นที่ทำงานยังคงให้ความรู้สึกผ่อนคลาย

สมาชิกในทีมส่วนใหญ่มักจะกินข้าวกลางวันร่วมกันที่ออฟฟิศ โดยเรามีบริการสั่งอาหารมาส่งให้พนักงานฟรี เมื่ออาหารมาส่ง ทุกคนก็จะมารวมตัวกันที่โต๊ะตัวใหญ่ นั่งพูดคุย เล่าเรื่องสัพเพเหระที่เจอมาในแต่ละวัน ช่วงเวลาธรรมดาๆ เหล่านี้แหละคือแก่นแท้ของวัฒนธรรมองค์กรที่เราอยากจะรักษาไว้

สมาชิกทีมกำลังสนุกสนานกับกิจกรรมทางน้ำในทริปบริษัท

ทริป งานเลี้ยง และความทรงจำที่เรามีร่วมกัน

เราเคยจัดทริปบริษัทหรือ Outing ไปตามที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเกาะช้าง กระบี่ พัทยา หรือกาญจนบุรี เราไปล่องเรือด้วยกัน ปิ้งย่างบาร์บีคิวริมหาด และร้องคาราโอเกะอย่างสุดเสียง กิจกรรมเหล่านี้นี่เองที่ทำให้สมาชิกในทีมมีความทรงจำดีๆ ร่วมกันนอกเหนือจากเรื่องงาน นอกจากนี้ เรายังจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ทั้งในและนอกออฟฟิศอยู่เป็นประจำ โดยเราจะเน้นไปที่การกินอาหารอร่อยๆ และการใช้เวลาอยู่ร่วมกัน มากกว่าการจัดกิจกรรมที่เป็นพิธีรีตอง

ครอบครัวและชุมชนที่ทำงานร่วมกันด้วยความเรียบง่าย

ทีมงานของเราส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงอายุปลาย 20 ถึงกลาง 30 ปี และเราก็มีพี่ๆ ที่มากประสบการณ์คอยให้คำแนะนำน้องๆ เสมอ เราอยากให้บริษัทนี้มีมวลความรู้สึกแบบครอบครัวและชุมชน แต่ในขณะเดียวกันทุกคนก็รู้ดีว่าใครมีหน้าที่รับผิดชอบและอำนาจการตัดสินใจในเรื่องไหน

ขวัญกับเบอนัวต์เป็นผู้บริหารหลักเพียง 2 คนของบริษัท ส่วนสมาชิกคนอื่นๆ จะทำงานในโครงสร้างแบบแนวราบ (Flat) ตามบทบาทของตัวเอง ทุกคนสามารถเดินเข้ามาพูดคุยกับผู้ก่อตั้งได้โดยตรง เราไม่ได้ซีเรียสเรื่องการแต่งกายแบบองค์กร สิ่งที่เราให้ความสำคัญมากกว่าคือการส่งมอบผลงานที่เชื่อถือได้ และความเคารพเกรงใจซึ่งกันและกันในการทำงาน

เมื่อบริษัทเติบโตขึ้น เราไม่จำเป็นต้องพยายามจำลองอดีตให้กลับมาเหมือนเดิมเป๊ะๆ แต่สิ่งสำคัญคือการรักษาหัวใจหลักที่ทำให้สถานที่เหล่านั้นมีความหมาย ซึ่งก็คือ “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” “ความสบายใจ” และ “ความกล้าที่จะสื่อสารกันอย่างตรงไปตรงมา”

ในตอนสุดท้าย เราจะมาเล่าถึง ภาพอนาคตของ Outsourcify ในทศวรรษต่อไป และสิ่งที่เราตั้งปณิธานไว้ว่าจะไม่ยอมสูญเสียไประหว่างการเติบโต

ออฟฟิศ Outsourcify ในปัจจุบัน พร้อมวิวเมืองกรุงเทพฯ แบบพาโนรามา

ติดต่อเรา

มาหาทางออกที่ใช่สำหรับธุรกิจของคุณ

เราร่วมงานกับทีมผลิตภัณฑ์และผู้ก่อตั้ง เพื่อออกแบบ สร้าง และส่งมอบซอฟต์แวร์ที่ใช้งานได้ยั่งยืน

คุยกับทีมของเรา