บล็อก

เรื่องราวของ Outsourcify ตอนที่ 3: ความท้าทายในช่วงเริ่มต้น

จากหาดจอมเทียนสู่เมืองหลวง

ปัญหาใหญ่ข้อแรกในการทำธุรกิจของเราไม่ใช่เรื่องการหาลูกค้า แต่เป็นการหานักพัฒนาที่อยากมาทำงานร่วมกับเราที่หาดจอมเทียน ตอนแรกเราเลือกตั้งออฟฟิศที่นั่นเพราะคิดว่ามันน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ค่าครองชีพไม่สูง บรรยากาศสบายๆ และอยู่ใกล้ทะเล แต่ความจริงก็คือ สิ่งที่ดูดีในมุมของผู้ก่อตั้ง กลับไม่ได้ตอบโจทย์ผู้สมัครงานเสมอไป

ตอนนั้น Outsourcify มีแค่ขวัญกับเบอนัวต์ เราสองคนยังคงลงมือเขียนโค้ดด้วยตัวเอง เมื่อปริมาณงานเริ่มล้นมือ เราจึงตัดสินใจย้ายไปอยู่คอนโดแบบ 2 ห้องนอน และแบ่งห้องหนึ่งมาทำเป็นโฮมออฟฟิศ ทว่าประกาศรับสมัครงานที่เราลงไปกลับแทบไม่มีใครสนใจเลย

เมื่อสิบกว่าปีก่อน ผู้สมัครส่วนใหญ่มองว่าพัทยาและจอมเทียนนั้นอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางสายอาชีพด้านไอที งานสายเทคฯ ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ บัณฑิตจบใหม่ที่เราเล็งไว้จึงไม่ค่อยอยากจะย้ายมาทำงานต่างจังหวัด ไม่ว่าบรรยากาศริมทะเลจะชิลล์แค่ไหนก็ตาม

ทีมงานในทริปบริษัทที่อ่าวมาหยา จังหวัดกระบี่

ภาพนี้ไม่ใช่สถานที่ก่อตั้งบริษัท แต่เป็นทริปทีมงานที่กระบี่ในหลายปีต่อมา

ตัดสินใจย้ายฐานทัพ

เมื่อเห็นชัดเจนแล้วว่าสถานที่ตั้งคืออุปสรรคสำคัญ เราจึงตัดสินใจย้ายจากจอมเทียนเข้ามาเช่าเซอร์วิสอะพาร์ตเมนต์ในกรุงเทพฯ และภายในเวลาแค่สองสัปดาห์ เราก็หาคอนโด 3 ห้องนอนในซอยสุขุมวิท 16 ได้สำเร็จ เราใช้สองห้องทำเป็นออฟฟิศ และในที่สุดเราก็ได้พนักงานสองคนแรกมาร่วมทีม

การที่ออฟฟิศอยู่ใกล้ย่านอโศกทำให้ผู้สมัครรู้ทันทีว่าจะเดินทางมาทำงานอย่างไร การตัดสินใจย้ายออฟฟิศเพียงครั้งเดียวสามารถแก้ปัญหาที่เราเผชิญมาตลอดหลายเดือนที่จอมเทียนได้อย่างหมดจด

ออฟฟิศแห่งแรกของเราในคอนโดย่านอโศก

นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังเปิดโอกาสให้เราได้นัดพบลูกค้าแบบตัวต่อตัว ได้เข้าร่วมงานอีเวนต์สายเทคฯ และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับบริษัทได้มากขึ้น ทั้งในสายตาลูกค้าชาวไทยและต่างชาติ เรายังคงชอบชีวิตที่จอมเทียนและไม่ได้มีอคติใดๆ กับเมืองนั้น เพียงแต่เราต้องยอมรับความจริงว่ามันไม่ใช่ฐานที่มั่นที่เหมาะสำหรับการสร้างทีมงานในเวลานั้น และเราก็มีความสุขกับการทำงานและใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

บทเรียนที่ต่อยอดสู่การทำงานแบบไฮบริด (Hybrid Work)

ประสบการณ์ครั้งนี้สอนให้เรารู้ว่า สถานที่ทำงานส่งผลกระทบอย่างมากทั้งต่อการหาคนเข้าทีม ความน่าเชื่อถือขององค์กร และชีวิตประจำวันของทีมงาน หลายปีต่อมา เมื่อสถานการณ์โควิด-19 มาถึง มันทำให้เราต้องกลับมาตั้งคำถามในอีกมุมหนึ่งว่า พนักงานจำเป็นต้องเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศสัปดาห์ละกี่วันกันแน่?

หลังจากที่เราผ่านช่วงการทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) แบบ 100% มาแล้ว เราตัดสินใจที่จะรักษาระบบการทำงานแบบยืดหยุ่นเอาไว้ ปัจจุบันทีมงานของเราสามารถเลือกทำงานจากที่บ้านได้สัปดาห์ละ 2 วัน และเข้ามาทำงานร่วมกันที่ออฟฟิศ 3 วัน วันทำงานที่บ้านจะเหมาะกับงานที่ต้องใช้สมาธิสูง ส่วนวันที่เข้ามาออฟฟิศก็จะเน้นไปที่การทำเวิร์กช็อป การปฐมนิเทศพนักงานใหม่ การดูแลนักศึกษาฝึกงาน และการประชุมโปรเจกต์ซับซ้อนที่ต้องอาศัยการระดมสมองแบบต่อหน้า

ความเป็นกรุงเทพฯ ทำให้รูปแบบการทำงานนี้ลงตัว เรามีจุดนัดพบที่เดินทางสะดวกสำหรับทั้งทีมงานและลูกค้า ในขณะที่วัน WFH ก็ช่วยประหยัดเวลาและลดความเหนื่อยล้าจากการเดินทางให้พนักงาน บทเรียนจากจอมเทียนในวันนั้นจึงไม่ใช่แค่แนวคิดที่ว่า “ต้องย้ายเข้าเมืองหลวง” แต่คือ “ความยืดหยุ่นและการพร้อมปรับเปลี่ยน” เมื่อเห็นว่าความต้องการของผู้ก่อตั้งอาจจะสวนทางกับการสร้างทีม

ตอนต่อไป เราจะมาพูดถึง การปรับตัวของ Outsourcify ตลอดช่วงเวลากว่าหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา

ทีมงาน Outsourcify รุ่นแรกกำลังรับประทานอาหารร่วมกัน

ติดต่อเรา

มาหาทางออกที่ใช่สำหรับธุรกิจของคุณ

เราร่วมงานกับทีมผลิตภัณฑ์และผู้ก่อตั้ง เพื่อออกแบบ สร้าง และส่งมอบซอฟต์แวร์ที่ใช้งานได้ยั่งยืน

คุยกับทีมของเรา