บริษัทที่เติบโตและปรับเปลี่ยนไปตามงานและผู้คน
Outsourcify ไม่ได้เดินตามแผนธุรกิจ 10 ปีที่ร่างไว้ตั้งแต่วันแรกแบบเป๊ะๆ เราปรับเปลี่ยนโครงสร้างบริษัทมาตลอดเมื่อพบว่ามีข้อบังคับทางกฎหมาย ความต้องการของลูกค้า หรือแม้แต่ฟีดแบ็กจากคนในทีมที่แสดงให้เห็นว่ามันน่าจะมีวิธีการทำงานที่ดีกว่าเดิม การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเราแบ่งออกเป็น 4 เรื่องหลักๆ ได้แก่ การเข้าสู่ระบบ BOI, การขยายขอบเขตการให้บริการ, การจัดระบบบริหารจัดการภายในที่แข็งแกร่งขึ้น และการปรับรูปแบบการทำงานระยะยาวเพื่อรองรับผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อน

ก้าวสำคัญกับ BOI
ก่อนที่จะมาใช้ชื่อ Outsourcify เราดำเนินการในชื่อ Eklektik Web โดยเน้นรับงานพัฒนาเว็บไซต์ให้กับลูกค้าต่างประเทศเป็นหลัก การที่เราได้รับการส่งเสริมจาก BOI ทำให้เราได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและสามารถจัดการเรื่องวีซ่าหรือใบอนุญาตทำงานของผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติได้ง่ายขึ้นมาก แต่ก็แลกมาด้วยเงื่อนไขที่เราต้องจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลใหม่
เราจึงปิด Eklektik Web ลง แล้วโอนย้ายพนักงานรวมถึงฐานลูกค้าทั้งหมดมาอยู่ภายใต้ร่มเงาของ Outsourcify อย่างเต็มตัว พร้อมทั้งให้คำมั่นสัญญากับแผนการสร้างงานอย่างเป็นทางการในประเทศไทย แม้ชื่อบริษัทจะเปลี่ยนไป แต่ทีมงานและเนื้องานก็ยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างไม่มีสะดุด
บริการที่เติบโตตามโจทย์ของลูกค้า
เราเริ่มต้นจากการทำเว็บแอปพลิเคชันด้วย PHP และเว็บไซต์ WordPress แต่เมื่อสเกลของโปรเจกต์ใหญ่ขึ้น ลูกค้าเริ่มต้องการให้เราช่วยคิดและออกแบบตัวผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ก่อนเริ่มเขียนโค้ด เราจึงสร้างทีม UX/UI ขึ้นมา และเพิ่มบริการ Discovery Workshop เพื่อช่วยกันกำหนดความต้องการ แนวทางการออกแบบ และวางสถาปัตยกรรมทางเทคโนโลยีให้ชัดเจนก่อนที่จะลงมือสร้างระบบขนาดใหญ่
บริการพัฒนาแอปพลิเคชันมือถือก็เกิดขึ้นในลักษณะคล้ายๆ กัน เราเริ่มทดลองใช้ React Native และ Flutter กับโปรเจกต์จริงจนมั่นใจ ก่อนที่จะบรรจุเข้าไปเป็นหนึ่งในบริการหลักของเรา เป้าหมายไม่ใช่การพยายามยัดเยียดบริการต่างๆ ให้มีเยอะๆ แต่เป็นการสร้างทีมที่สามารถดูแลโปรดักต์ชิ้นหนึ่งตั้งแต่ต้นจนจบได้ โดยที่ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาส่งต่องานไปมาระหว่างผู้ให้บริการหลายๆ เจ้า

ขนาดทีมที่ใหญ่พอสำหรับงานจริง แต่ยังคงความอบอุ่นไว้
ทีมงานของเราเติบโตจากผู้ก่อตั้ง 2 คน กลายมาเป็นประมาณ 35 คนในปัจจุบัน เราตั้งใจที่จะรักษาสเกลของบริษัทไว้ประมาณนี้ เพราะมันเป็นขนาดที่ใหญ่พอที่จะจัดตั้งทีมแบบ Product Squad ที่มีทักษะครบครันได้ แต่ก็ยังเล็กพอที่ขวัญกับเบอนัวต์จะสามารถทำความรู้จักและคุ้นเคยกับทุกคน ตลอดจนตามทันทุกโปรเจกต์ที่กำลังดำเนินการอยู่
เราเปิดโอกาสให้สมาชิกในทีมได้ลองสัมผัสเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือแม้แต่การเปลี่ยนสายงาน นักพัฒนาหลายคนได้เติบโตขึ้นไปเป็น Project Manager หรือ Business Analyst และมีบางคนที่ลองไปทำงานสายบริหาร ก่อนจะค้นพบตัวเองและขอกลับมาเขียนโค้ดเหมือนเดิม เรามองว่าการเติบโตในสายอาชีพไม่จำเป็นต้องเดินเป็นเส้นตรงเสมอไป
จากการลุยเองทุกอย่าง สู่การมีทีมดูแลหลังบ้านที่ไว้ใจได้
ในช่วงแรก ขวัญรับเหมาดูแลงานหลังบ้านทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการเขียนโค้ด ดูแลลูกค้า คุยงานขาย ทำบัญชี HR จัดการปัญหาจุกจิกในออฟฟิศ ทำเงินเดือน และคอยตามทวงหนี้ลูกค้า จนกระทั่งต่อมาเราได้สร้างทีมดูแลส่วนปฏิบัติการภายใน (Operations) โดยมีเนย (เขริกา) เข้ามารับช่วงดูแลงานด้านการเงิน การจัดการออฟฟิศ และทรัพยากรบุคคล การแบ่งเบาภาระในส่วนนี้ทำให้ขวัญมีเวลาโฟกัสกับการดูแลลูกค้าและวางทิศทางธุรกิจได้เต็มที่ ในขณะที่เบอนัวต์ก็สามารถทุ่มเทให้กับงานด้านเทคโนโลยีได้อย่างเต็มร้อย
จากรับงานแบบ Fixed-price สู่รูปแบบ Product Squad
โปรเจกต์ในยุคแรกส่วนใหญ่เป็นการรับทำแบบกำหนดขอบเขตและราคาตายตัว (Fixed Price) ซึ่งก็เหมาะสมดีสำหรับการทำเว็บไซต์ที่มีรายละเอียดชัดเจนตั้งแต่แรก แต่สำหรับผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ที่ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงฟีเจอร์ตามฟีดแบ็กของผู้ใช้อยู่ตลอดเวลา การมัวแต่มานั่งตีราคาใหม่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนสเปกจะทำให้การพัฒนาล่าช้ามาก
สำหรับงานประเภทนี้ เราจึงปรับมาใช้รูปแบบการคิดค่าบริการรายเดือน (Retainer) ควบคู่กับการจัดตั้งทีมประจำหรือ Product Squad ซึ่งจะรวบรวมคนที่มีทักษะครบทั้งด้านผลิตภัณฑ์ การออกแบบ และการพัฒนาซอฟต์แวร์ไว้ด้วยกัน ทีมงานชุดเดิมนี้จะคุ้นเคยกับระบบของลูกค้าเป็นอย่างดี และสามารถปรับเปลี่ยนแผนการทำงานร่วมกับลูกค้าได้อย่างคล่องตัว (Agile)
การเปลี่ยนแปลงแต่ละเรื่องอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆ เมื่อมองแยกกัน แต่มันคือจิ๊กซอว์สำคัญที่เปลี่ยนเราจากทีม Outsource เล็กๆ ให้กลายมาเป็นเอเจนซีที่สามารถคิด ออกแบบ พัฒนา และดูแลผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าได้อย่างครบวงจร
ในตอนต่อไป เราจะมาเล่าถึง วิธีที่เราเลือกใช้เทคโนโลยีท่ามกลางเครื่องมือใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นแทบจะทุกวัน



